Mittrapuck's profileSpace ของ natPhotosBlogListsMore Tools Help

Space ของ nat

Mittrapuck Yimsrinual

Interests
so so
Photo 1 of 1
January 24

แด่ น้อง นะ-รุด

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่กิ๊บต้องการจะเขียนมานานเป็นเดือนแล้วแต่ไม่มีโอกาส  พอมีโอกาสก็ไม่มีอารมณ์ขี้เกียจซะงั้น  เรื่องนี้กิ๊บดูรายการเจาะใจ  ตอนนั้นที่ดู บังเอิญตื่นมาดูแบบตาพร่าๆเพราะอยู่ต่างประเทศ  ดูผ่าน TGNแต่เป็นแบบไม่ครบช่วง  มาดูอีกทีก็วันรุ่งขึ้นเพราะเค้าจะรันรายการมาเปิดซ้ำ   และมีโอกาสกลับมาดูอีกตอนเกี่ยวกับน้องที่เมื่อไทย  กิ๊บคิดว่าเพื่อนบางคนอาจได้ดู  แต่บางคนอาจไม่มีโอกาสได้ดู  กิ๊บจึงอยากเอามาเล่าให้เพื่อนๆฟังว่า  เจาะใจในวันนั้น เป็นตอนที่ผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยป่วยเป็นมะเร็งแล้วรักษาหายต้องการให้ทางรายการไปส่งมอบกำลังใจให้น้องรุด (สะกดผิดนะจำไม่ได้แล้วว่าชื่อน้องเค้าสะกดแบบไหน  ขอเรียกแบบนี้หละกันนะคะ)    น้องรุดเป็นเด็กอายุสิบเก้าจบ ม.ปลายจากเตรียมอุดม  เป็นคนเก่งมีความสามารถ  ออกจะเป็นดาวเด่นของโรงเรียน  น้องเค้าชอบตีกล้องมากแถมตีเก่งด้วย  น้องเค้าสอบเข้าคณะนิติศาสตร์จุฬาได้  แต่เค้าดีใจได้เพียงหนึ่งวัน ไปตรวจร่างกายก็พบว่าเป็นมะเร็งที่ไขสันหลัง  อาจารย์ที่คณะก็แสนใจดีตามมาสอบสัมภาษณ์ถึงโรงพยาบาล  ทางรายการได้ติดต่อรุ่นพี่และเพื่อนๆที่จุฬา  เพื่อนๆได้พับนกและเขียนการ์ดอวยพรให้น้องเค้าหายไวๆ   ในวันนั้นที่ดูน้องเค้ามีใจสู้อย่างมาก  พูดว่าเค้าจะต้องหายและปีหน้าเค้าจะเข้าไปเรียนร่วมกับเพื่อนๆ  เค้าไม่ยอมแพ้โรคที่เค้าเป็น วันนั้นกิ๊บก็รู้สึกว่าน้องเค้าเป็นคนดีและมองโลกแง่ดี  มุ่งมั่นพร้อมจะต่อสู้  มีกำลังใจที่ดีมาก  แต่พอวันที่มีโอกาสได้ดูที่กรุงเทพกลับเป็นวันที่กิ๊บต้องร้องไห้เสียน้ำตา  เพราะในวันนั้นทางรายการบอกว่า  น้องเค้าเสียชีวิตไปแล้วหลังจากรายการออกไม่กี่วัน  ทางรายการบอกว่าในวันนั้นที่รายการไปถ่ายทำ  น้องรุดต้องฉีดมอร์ฟีนระงับความเจ็บปวด  เพราะน้องเค้าปวดมาก  เวลาน้องเค้าพูดเค้าจะพูดไม่ชัดต้องค่อยๆพูด  ก่อนที่น้องจะจากไปน้องมีโอกาสได้คุยกับพระอาจารย์ ว วชิรเมธี    แม่น้องรุดบอกว่า  ท่านบอกกับน้องรุดว่า  เกิดเป็นธรรมดา  เจ็บเป็นธรรมดา  และ การตายก็ธรรมดา  ช่างเป็นประโยคที่ฟังง่ายแต่กินใจมาก  ไม่ต้องใช้คำศัพท์ที่แยบยลเป็นบาลีสันสฤต  แต่เป็นประโยคที่จับต้องได้เข้าใจง่าย  มันเป็นธรรมดาของสัตว์โลกที่ต้องมี เกิด แก่ เจ็บ ตาย   ที่เล่ามานี้เพื่อนๆรู้ไหมว่ากิ๊บต้องการสื่อถึงอะไร  กิ๊บต้องการจะบอกให้เพื่อนๆทุกคนที่กำลังเผชิญกับปัญหา  และเพื่อนๆที่อาจต้องเจอปัญหาในอนาคตทราบว่าคนเราเกิดมาเป็นมนุษย์มีค่ายิ่งเราต้องใช้ชีวิตแบบมีคุณค่า  ไม่ใช่คุ้มค่าที่ต้องผ่านอะไรทุกๆอย่าง  บางคนบอกว่าไม่งั้นเสียชาติเกิด   กิ๊บต้องการให้เพื่อนๆ  มองว่าคนเราต้องมีกำลังใจต่อสู้  ฝ่าฟันกับทุกปัญหาที่เข้ามาผจญในชีวิตลุกแล้วเราต้องยืนขึ้นให้ได้  อาจจะช้าบ้างเร็วบ้างแต่เราต้องกลับลุกขึ้นยืนให้ได้  ทั้งนี้กำลังใจเป็นสิ่งที่เกิดจากภายในเราสามารถสร้างเองได้  เหมือนอย่างคำที่ว่า "ความคิดเปลี่ยนชีวิตเปลี่ยน"  คนเราถ้าขยันจะไม่มีวันอดตาย  แต่ทั้งนี้ต้องไม่ทำในสิ่งที่ผิดจากบรรทัดฐานทางสังคมหรือกฎหมาย  ซึ่งนั้นหมายความว่าเรานั่นแหละที่จะเดือดร้อนจากสิ่งที่เราทำ   YOU GOT WANT YOU DID  ที่กิ๊บบอกว่ากำลังใจเราสร้างด้วยตัวเองได้เพราะอะไรหรือ  กิ๊บจะเล่าปัญหาที่เจอด้วยตัวเองให้ฟัง  เริ่มเลยน่ะ  วันนั้นเป็นวันที่กิ๊บต้องไปนาริตะ  เที่ยวบินที่ไปเป็นเที่ยงบินเช้ามากต้องตื่นแต่เช้า  ผู้โดยสารเต็มลำพอไปถึงก็เย็นๆของที่โน่น  ทุกคนก็ต้องรีบเปลี่ยนชุดเพื่อขึ้นรถโรงแรมไปห้างสรรพสินค้า  ทำไมต้องรีบนะหรอ  ก็เวลาที่เราต้องอยู่ที่นี่มีน้อย  ดังนั้นทุกนาทีของเราจึงมีค่า  เราต้องตรงต่อเวลา  พอออกไปเสร็จก็รีบๆซื้อ   รีบกลับเพราะรอบรถที่มารับเหลือไม่กี่รอบเพราะรถมารับหมดตอนสามทุ่ม  ตอนที่ออกไปก็ห้าโมงแล้วกว่าจะถึงอีก  ปกติเวลาจะเดินทางกลับกรุงเทพเค้าจะมีกำหนดเวลาปลุกและเวลาขึ้นรถเอาไว้เพื่อให้ทุกคนรู้โดยทั่วกัน  วันนั้นที่จดเวลาเกิดตาลายกระทันหัน  จดเลขข้างหน้าหายไปตัว  งงหละสิจ๊ะ  เวลาของที่นี่เค้าจะใช้นาฬิกาเป้นแบบยี่สิบสี่ชั่วโมงไม่ใช่แบบสิบสองชม.   เช่นบ่ายสองเค้าใช้  1400   ไม่ใช่ 0200 pm  เข้าใจกันแล้วใช่ไหมคะ  วันนั้นเลขหนึ่งตัวหน้าหายไป  และด้วยความที่เหนื่อยมากแถมไม่สนิทกับใครในเที่ยวบินเลยไม่ได้ตรวจเช็คกับคนอื่นๆ  ดังนั้นวันรุ่งขึ้นเค้าตั้งไว้ให้ปลุก  บ่ายสองครึ่งกิ๊บก็ดันคิดว่าบ่ายสี่ครึ่งคราวนี้หละเป็นเรื่อง  เรื่องอย่างไงนะหรอ  อีกวันกิ๊บก็ออกไปซื้อของนะสิคะท่าน  ที่จริงตอนซื้อของก็ดูนาฬิกาตลอดเวลานะว่ากิ่โมงๆแล้ว  ตอนนั้นซื้อเสร็จแล้วแต่ด้วยความที่จดเวลาผิดเลยคิดในใจว่าไม่อยากรีบ  กลับรถรอบอื่นก็ได้   ระหว่างทางที่นั่งรถกลับคนขับรถก็จอดรถและถามว่ามีลูกเรืออยู่ในรถบ้างปล่าว  กิ๊บก็ยกมือเพราะทางโรงแรมใช้ วอ ติดต่อมาถามคนขับรถไงคะ  ตอนนั้นก็เริ่มเอะใจแล้วว่าต้องมีอะไรแน่ๆ  พอลงจากรถเท่านั้นแทบร้องไห้  พนักงานคนหนึ่งยืนรออยู่แล้วบอกว่าเลยเวลารถออกไปแล้ว กิ๊บถามเค้าว่าเปลี่ยนเวลาหรอ  เค้าบอกไม่ใช่  ทุกคนไปกันหมดแล้ว  เธอต้องนั่งแท๊กซี่ตามไปเองจ่ายเงินเอง   ใจหายอีกรอบเที่ยวบินนั้นซื้อของไปเยอะกลัวเงินไม่พอจ่าย  เลยให้เค้าถามว่าค่าแท็กซี่เท่าไร   เค้าบอกไม่เกินสี่พันเยน  กิ๊บรีบวิ่งไปห้องโยนทุกอย่างลงกระเป๋า  รีบๆๆๆๆนั่งตามไป  พอไปถึงเครื่องก็ขอโทษหัวหน้าและขึ้นไปขอโทษกัปตันแล้วรีบลงมาเปลี่ยนชุดไทย  ระหว่างที่เปลี่ยนก็ได้ยินเสียงคนถามว่าอยู่ไหน  ก็ได้ยินเสียงคนตอบว่าอยู่ในห้องน้ำเปลี่ยนชุดอยู่  พอเปลี่ยนเสร็จก็ออกจากห้องน้ำ  ออกมาหัวหน้าก็บอกเบื้องบนบอกให้เปลี่ยนกลับ ไม่ต้องทำงานให้นั่งกลับไปเลย   ตอนนั้นกิ๊บรู้สึกเกรงใจเพื่อนๆเพราะคิดว่าถ้าไม่ทำงานเพื่อนๆพี่ๆคนอื่นต้องทำแทนเราสิ  พอดีวันนั้นผู้โดยสารน้อย  ผ่านไปไม่กี่นาที  กัปตันก็ประกาศทางไมค์ว่า  คนที่มาที่หลังผมสั่งให้นั่งกลับไม่ต้องทำงานที่เหลือก็ทำงานเหนื่อยหน่อยแล้วกัน   ดูสิคะถากถางกันเข้าไป   ทั้งๆที่เราไปทัน ผู้โดยสารก็ยังไม่ได้ขึ้นเครื่องเลย  ดูๆๆเบื้องบนอำนาจค้ำฟ้าเสียจริง  ตลอดเวลาเจ็ดชม.กิ๊บนั่งร้องไห้จนตาบวม  เหมือนคนใจช้ำๆคิดว่าเราไม่ใช่คนพิการมีมือมีขาสามารถทำงานได้  ทำแบบนี้เหมือนมาตัดมือตัดขา  ไม่ยุติธรรม  จุดที่จะพูดถึงกำลังใจมีอยู่ว่า   ยิ่งคนโน้นคนนี้เข้ามาปลอบมากๆ  กิ๊บยิ่งร้องไห้   มันเหมือนการตอกย้ำ   เพื่อนๆคงเข้าใจแล้วที่กิ๊บขอให้เพื่อนๆสร้างกำลังใจจากตัวของตัวเองก็ด้วยเหตุนี้แหละคะ  แต่เรื่องนี้  ความจริงมีเบื้องหลังอยู่ว่าหัวหน้าของกิ๊บเค้ามีอคติกับเราอยู่แล้ว   เพราะเค้าหาว่ากิ๊บไม่สนใจเค้า  เค้าพูดเราก็เฉยอันนี้ก็ยอมรับว่าผิดแต่ด้วยความที่งานยุ่งมากตื่นเช้ามากทำให้การตอบสนองไม่เต็มร้อย  ยิ่งเกิดเรื่องเหมือนกับว่า  ล้มแล้วข้ามเลยแถมเหยียบๆขยี้ๆ อีกต่างหาก  ไม่ให้ได้ผุดได้เกิดกลับมาก็เจอเรียกเข้าบริษัทไปคุยกับหัวหน้าอีกคนที่ดูแลเที่ยวบินแทบเอเชียทุกเที่ยว  โดนลงโทษสองต่อเลย  คราวนี้โดนตัดคะแนนไปห้าคะแนน  เพื่อนๆงงอีกหละสิทำงานทำไมมีคะแนนอีก  เพราะว่าที่นี่เค้ามีคะแนนหนึ่งร้อยเต็ม  เอาไว้ประเมินผลงานประจำปีจากคุณภาพงานวันลาหยุด  การประเมินระหว่างเที่ยวบินซึ่งต่างคนต่างมีมาตรฐานต่างกัน  ชอบหน้ามากก็ได้คะแนนมากเกลียดหน้าก็ได้คะแนนน้อย  อย่างว่ามนุษย์ย่อมมีความลำเอียง  อืมเข้าใจกันแล้วนะคะ  ย้อนกลับมาถึงน้องรุดกิ๊บขอยกย่องเลยว่า  น้องเป็นกำลังใจในการต่อสู้และทำให้คนหลายคนทั้งประเทศที่ได้ดูน้องในวันนั้นได้คิดว่า  เราต้องต่อสู้โลกไม่ได้มีที่ให้คนอ่อนแอ  แต่ใช่ว่าอ่อนแอแล้วจะแข็งแกร่งขึ้นไม่ได้  สู้เถอะค่ะ  เพื่อนๆ  ทำในสิ่งที่รัก  อดทน  มุ่งมั่น  ยังไงกิ๊บยังยืนอยู่ตรงนี้และเป็นกำลังใจให้แบบห่างๆ  หวังว่าคงได้รับอะไรบ้างจากบันทึกอันนี้นะคะ  ออกแนวจริงจังไปหน่อยนะคะสำหรับวันนี้  แต่ชีวิตคนเราย่อมหวานบ้างขมบ้างเปรี้ยวบ้าง  ครบรส       

ความรัก

ที่ผ่านมาเป็นชีวิตในรูปแบบธรรมดาไม่ได้เน้นเรื่องใด้เรื่องหนึ่ง    และอย่างที่เคยเล่าให้ฟังว่า    ชีวิตในวัยเด็กส่วนใหญ่อยู่กับแม่  
เพราะพ่อต้องไปทำงานต่างจังหวัด    และด้วยเหตุผลอื่นๆอีกมากมาย     ตอนเด็กกิ๊บจำได้ว่าชอบไปนอนหนุนตักพ่อ   แล้วดึงขนรักแร้เล่น    ช่างแกล้งตั้งแต่เด็กๆเลยน่ะเนี่ย     ดังนั้นมุมมองความรักอาจจะดูไม่ชัดเจน     เพราะไม่ได้เห็นความรักที่พ่อแม่แสดงออกซึ่งกันและกันมากเท่าไหร่     ตอนอยู่ชั้นประถมเพื่อนผู้ชายก็ชอบมาแกล้งแหย่โน่นแหย่นี้     อาจจะเป็นเพราะกิ๊บดูน่าแกล้งมั้ง  เรียบร้อยไม่มีปากมีเสียง  ออกแนวเขินๆอ่ะ      คงเข้าใจน่ะว่าเป็นยังไง     พอเข้าประถมปลายก็ย้ายไปอีกโรงเรียน   เพื่อนบอกว่ามีรุ่นพี่แอบชอบอยู่  ก็เขินตามปกติ  ไม่ได้พูดคุยอะไรกัน     และวันเวลาก็ผ่านไปจนเข้าชั้น   มัธยมรรหญิงล้วน    เวลาเดินผ่านหน้า รรชายล้วน  เจอแซวก็ก้มหน้าก้มตาไม่สนใจอะไร     ยังจำได้เลยว่าตอนมัธยมปลายสภาพเป็นไง    จะเล่าให้เพื่อนๆนึกภาพตามนะว่า    ตัดผมสั้นติดกิ๊บ  เพราะที่ รรไม่ให้ไว้ผมหน้าม้า  เนื่องจากกลัวว่าเด็กจะสวยเกิ๊น    อิอิไม่ใช่หรอก  เค้ากลัวว่าเด็กๆจะตาเหล่ก่อนอ่ะสิ     หน้าตาเด๋อด๋า  แป้งไม่ปะ   อยู่รรใช้น้ำเปล่าล้างหน้า    ใส่กระโปรงแบบเลยเข่าไปคืบหนึ่ง    ใส่เสื้อตัวใหญ่ๆดึงออกมาเยอะๆ     จะได้ไม่ดูโป๊อ่ะ  เดินก้มหน้าก้มตาหลังงอๆๆกลัวคนเห็น..อ่ะ      อิอิเวลาเดินก็กอดกระเป๋าเอามาไว้ข้างหน้า     นึกกันออกยังจ้า     เรียนหนังสือเจ็ดวันรวด     การบ้านที่อาจารย์ให้มาก็ขยันทำให้เสร็จ  ไม่ชอบให้งานค้างคา  อ่านหนังสืออดหลับอดนอน     ทั้งทำการบ้าน  อ่านหนังสือ  หน้าที่ประจำในบ้านที่ต้องทำคือล้างจาน    นอนดึกตื่นสายไปสายแทบทุกวัน     ขึ้นรถเมล์ไป รร  บางวันขึ้นรถเมล์ฟรี  เพราะกระเป๋ารถเมล์ชายออกแนว...   นะ     มีเหตุการณ์หนึ่งยังจำได้ถึงทุกวันนี้เลย  วันหนึ่งเดินอยู่บนสะพานข้ามคลอง    เดินสวนกับผู้ชายคนหนึ่งเค้าพูดมาลอยๆ  ว่า     เสียดายไม่น่าเป็นทอมเลย    แหม...ว่าไปนั้น    ใครกันหนอคิดว่าเราเป็น...     เอะหรือว่าใช่  เริ่มสับสน    ตอนอยู่ม ปลายมีรุ่นน้องมาชอบด้วยหละ  แต่ใจเราก็แอบเหล่เพื่อนๆที่เป็นทอมนะ      รู้สึกว่าดูเท่ห์ดีแต่น้องที่มาชอบเนี่ย  ไม่รู้ว่าเค้าคิดว่าเราเป็นทอม หรือ ดี้นะ      ตอนนั้นก็ลืมถาม    พอเข้าศึกษาระดับปริญญาตรีก็รู้สึกชอบเพื่อนคนหนึ่งเป็นผู้ชาย  ชื่อ  หมี     เค้าเป็นคนที่เรียบร้อยมากๆๆยิ้มอย่างเดียวเลย      ตอนนั้นหนังสือภาษาอังกฤษที่ชื่อ  follow me  กำลังออกใหม่เลยแปลงเป็น followแทน     แต่ก็ไม่ได้คบอะไรกัน  ก็แค่รู้สึกดี  ช่วงระหว่างนั้นก็มีเพื่อนคนโน้นคนนี้เข้ามาคุย     แต่ก็ไม่รู้หรอกว่าเค้าชอบหรือไม่  ช่วงนี้เป็นช่วงที่คนเข้ามาเรื่อยๆ  เราก็รู้สึกแอบชอบบ้าง  เค้าชอบเราบ้าง  แต่ก็อีกนั้นแหละไม่ได้คบใครเลย    เรียนและก็เรียน   เพราะการเรียนภาษาญี่ปุ่นที่นี่เรียนหนักมาก    วันทั้งวันเหมือนอยู่ญี่ปุ่นเลย    วันๆ ภาษาไทยเนี่ยแทบไม่ได้แตะจนเกือบจะนอนฝันเป็นภาษาญี่ปุ่นเลยน่ะ    พอเรียนจบทำงานก็เริ่มคบคนแรกที่คบด้วยเนี่ย  ตอนแรกเค้าก็มีแฟนแล้วหละ  แต่ไปๆมาๆแฟนเค้ารู้ว่าแอบคบเรา  แฟนเค้าให้เลือก  เค้าไม่เลือก  แฟนเค้าเลยเลิกไป    แต่จนแล้วจนรอดคนนี้ก็ไม่ใช่    เพราะเค้าเป็นคนหน้าตาดี  สาวๆเข้ามาเยอะส่วนเราก็มีคนอื่นเข้ามาเหมือนกัน    ช่วงเวลาที่คบกันร้องไห้อยู่หลายต่อหลายครั้ง  เพราะเค้าใจร้อนโกรธง่าย  ทะเลาะกันก็ไม่สามารถพูดปรับความเข้าใจกัน  หลังจากนั้นช่วงเวลาที่ผ่านมา  ก็เหมือน  รักคุด  รักเป็นพิษอยู่ตลอด   ทั้งเค้าชอบเราแต่เราไม่ชอบ  เราชอบเค้าแต่เค้าไม่ชอบ  เราชอบเค้าแต่เค้า......   เฮ้อ  จนทำให้สงสัยในคำว่ารัก ว่าสะกดอย่างไร   ทำไมชีวิตต้องมีแต่น้ำตาและความเศร้า   การลาจากเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง   แต่ความรักกลับเป็นเรื่องที่เหมือนฝัน   วันไหนที่ฝันหวานเราก็ไม่อยากตื่นอยากให้ฝันนั้นอยู่กับเรานานๆ    อยากให้มีเจ้าชายตัวจริงมาจุมพิตให้เราตื่นจากฝันแล้วพบกับความจริงที่มีความสุข    พบกับความอบอุ่น  รักใคร่  เข้าอกเข้าใจ  เค้ามองแต่เรา  เรามองแต่เค้า  โลกนี้เราจะมีกันตลอดไป  เพียงเราสองคน  ไปไหนไปด้วยกัน  ห่างกันก็คิดถึงกัน  คุยกันได้ทุกเรื่อง ทำกิจกรรมหรือมีงานอดิเรกที่เหมือนกัน  บางครั้ง  คนที่เราคิดว่าใช้  แต่จริงๆ แล้ว  ช่างห่างไกล  เคยไหมคะ  เพื่อนๆ  ที่รู้สึกแบบนี้  ทำให้ตอนนี้  ไม่อยากมีใคร  เพราะรักทีไร   ความทุกข์มักกลายเป็นเพื่อนสนิท    อยากมีแต่เพื่อนๆ  ที่จริงใจ  ไปไหนกับเราได้โดยไม่คิดอะไร  สบายใจที่จะคุย  เหมือนเพื่อนผู้ชายด้วยกัน  เห็นหน้าตาเรียบร้อยๆแบบนี้เถอะ  ตัวจริงออกจะแมนๆลุยๆ  ด้วยซ้ำ  บางครั้ง  เวลาที่เจอเพื่อนร่วมงานที่ออกแนว  หวานๆหญิงๆ    ยังคิดเลยว่า  เอะทำไมเราไม่หวานแบบนี้บ้างหนอ     แต่ก็ช่างเถอะคนละแนวแต่เวลาคบใครก็ไม่ใช่จะไม่หวานนะ    ถ้าพูดไปก็ออกแนวมีฝาแฝดในตัวเอง    คนหนึ่งหวาน  ขี้อ้อน  ชอบเอาใจ  งอแง เป้นครั้งคราว  อีกคนออกแนว  ห้าวหาน  กล้าชน  ขาลุย  ไม่ยอมใคร  ง่ายๆ สบายๆ   มาดมั่น  ตกลงกิ๊บก็เลยไม่รู้เลยว่า  กิ๊บนิสัยเป็นแบบไหนกันแน่  มีหลายคนที่พูดว่ายิ่งรู้จักเหมือนไม่รู้จักบ้าง   อารมณ์ออกแนวติสจัดบ้าง  โลกส่วนตัวสูงบ้าง  อยากหายก็หายไปไม่สนใจใครบ้าง  ตามตัวยากบ้าง  คิดถึงกิ๊บจนเลิกคิดถึงไปเลยบ้าง  เวลาไม่เหมือนคนอื่นนิน่า  จะให้ทำไงหละคะ  ท่านทั้งหลาย  ยอมรับเลยนะว่า  อาชีพนี้  นอกจากซื้อ  สุขภาพเราไปแล้ว  ยังซื้อเวลา ที่เราจะศึกษาใครหรือให้ใครศึกษาเราอีกด้วย    ดังนั้นจะอยู่กันได้ต้องเข้าใจ  อดทน  มั่นคง  ไม่ขี้หึง  ห่วงใย  ไว้ใจ    อืมแหม่ยิ่งเขียนยิ่งเยอะ  ชอบมีคนถามว่ามีชายในสเปกไหม    ก็มักจะตอบว่าไม่มี๊    แต่พอสาธยาย คุณสมบัติที่ชอบไม่ชอบให้ฟังเท่านั้นแหละ    โอ้โห่คิดขึ้นมาได้เลยว่า   เยอะมาก   ออกแนวเรื่องเยอะไม่ปรึกษาใครเลยหละ    นั้นแหละความรักของ  กิ๊บ     คนที่ท่านๆกำลังอ่านและมองว่าจะเป็นคนแบบไหนน้า
   
December 01

การประสานงานนักท่องเที่ยว

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา  กิ๊บตื่นตอนตีสี่   อาบน้ำแต่งตัว  เพื่อที่จะเตรียมตัวไปการบินไทยสำนักงานใหญ่วิภาวดีรังสิต  เพื่อที่จะไปช่วยประสานงานกับผู้โดยสารที่ยังไม่สามารถเดินทางเข้าและออกได้   พอไปถึง  พี่เค้าจะประชุมและอธิบายคร่าวๆก่อนว่า  เราต้องทำอะไรบ้าง   บางส่วนต้องคอยรับโทรศัพท์   บางส่วนคอยไปต้อนรับผู้โดยสารที่จะไปอู่ตะเภาหรือมาจากอู่ตะเภา    บางส่วนคอยต้อนรับผู้โดยสารที่มาเข้าคิวที่บริษัทเพื่อช่วยให้ผ่อนคลายและลดความตึงเครียด   กิ๊บอยู่ในส่วนที่คอยรับโทรศัพท์   เพื่อนๆแปลกใจไหมว่าทำไมไม่ได้บินแล้วเค้าต้องให้ไปช่วยงานหรอ  ตั้งแต่มีเรื่องเกิดขึ้น  ทางบริษัทจะส่งข้อความมาที่มือถือเพื่อรายงานความคืบหน้าเป็น
ระยะๆ    ในข้อความนั้น  มีข้อความที่ส่งมาเพื่อหาพนักงานที่สามารถพูดภาษาอังกฤษ  ฝรั่งเศส  ญี่ปุ่น  จีน    พนง.ที่สามารถทำคอม  ในการจองตั๋วได้  เพราะต้องการคนมาช่วยจำนวนมาก  พนง.ที่มีอยู่ปกติไม่สามารถรองรับได้   กิ๊บก็เลยไปช่วยบริษัท  ตลอดเวลาที่นั่งอยู่เรียกได้ว่า  สายไหม้เลยจริงๆ  วางคนหนึ่งอีกคนหนึ่งก็โทรมาทันทีไม่ต้องเอามืออกจากเครื่องเลย   แผนกที่กิ๊บไปช่วยจริงๆแล้วเป็นแผนกประชาสัมพันธ์ที่รองรับสื่อมวลชนในเวลาปกติ  แต่ในขณะนี้ทุกคนต้องมาช่วยๆกันเพื่อที่จะทำให้สถานการณ์ผ่อนคลายมากที่สุด  เพราะตอนนี้สิ่งที่จำเป็นมากที่สุดคือ  ข้อมูล  ซึ่งอันนี้ต้องบอกว่าประเทศของเรานั้น   ขาดแคลนข้อมูลที่เพียงพอและระบบการสื่อสารในการกระจายข้อมูลเป็นอย่างมาก   วันนั้นรัฐบาลมอบหมายให้การบินไทยนำผู้โดยสารออกจากประเทศให้มากที่สุดโดยบอกว่าเราต้องพยายามเอาเครื่องออกทุกๆครึ่งชมให้ได้  ซึ่งเครื่องที่มีอยู่ก็มีเพียงสิบลำ  คนที่ตกค้างอยู่มีถึงหกพันคนเฉพาะของการบินไทย
จากสายที่โทรเข้ามามีทั้งที่โทรจากในประทศและโทรจากต่างประเทศ    ทุกคนอยากรู้ว่า  จะได้ไปเมื่อไหร่  มีเที่ยวบินที่ไปได้เลยตามที่ออกข่าวหรือเปล่า ถ้าไปที่อู่ตะเภาเลยจะได้ขึ้นหรือเปล่า  ตั๋วเดิมที่มีอยู่จะไปขึ้นได้เลยหรือเปล่าเพราะเป็นตั๋วคอนเฟรฺม  เงินจะหมดแล้ว  ตั๋วเดิมมีไปลอนดอนจะเปลี่ยนไปแฟรงเฟริ์ตเพื่อที่จะต่อเครื่องอื่นไปได้หรือเปล่า   อยู่บอมเบย์จะมีเครื่องออกจากนี่ไปต่อเครื่องที่เมืองไหนได้หรือเปล่า   อยู่กวางเจาจะย้ายโรงแรมจากที่อยู่นี้ไปอยู่โรงแรมที่มีสำนักงานการบินไทยอยู่ที่โน่นจะดีกว่าไหม  แล้วเรามีสัญญากับโรงแรมนั้นเพื่อที่เค้าจะได้พักในราคาพิเศษหรือเปล่า  จะไปโอซาก้าแต่จะเปลี่ยนไปนาริตะเพื่อจะได้ออกจากไทยไปเร็วๆได้ไหม  เงินไม่พอพักโรงแรมมีที่พักถูกๆไหม  ก็มีบางส่วนที่พนักงานให้ไปพักโฮมสเตย์ที่บ้านและพักที่บริษัทการบินไทยเองในห้องฝึกโยคะ    กิ๊บก็เพิ่งรู้นะว่า  บริษัทเรามีห้องโยคะด้วย    กิ๊บเองก็อยากจะให้ทุกคนบรรลุวัตถุประสงค์ของทุกคน  กิ๊บเข้าใจว่าทุกคนเดือดร้อน  มีภาระ  มีงานต้องทำที่นั่นที่โน่น  แต่เนื่องจากเป็นปัญหาที่ต้องร่วมมือกันทุกๆฝ่าย    จึงยากที่ตัวกิ๊บเองจะสามารถแก้ไขให้ได้   ที่ทำได้คือ  ขอชื่อ ที่อยู่ เบอร์ติดต่อ เลขตั๋ว  เอาไว้เพื่อเป็นรายละเอียดในการจัดการและ ติดต่อกลับ    เมื่อเรามีความพร้อมที่จะปฏิบัติงานเราก็พร้อมที่จะปฏิบัติทันที   จากสายต่างๆที่รับ  มีเพียงสายเดียวที่มีการยืนยันว่าได้ไปแน่วันนี้   เป็นผู้โดยสารญี่ปุ่นเค้าดีใจมากและบอกว่าจะขึ้นรถไปเองเลย  ไม่ขึ้นรถที่เราจัดให้   กิ๊บดีใจด้วยจริงๆ   นอกนั้น  ทำได้แค่  รอ   เครื่องในวันนั้นที่วางแผนจะออกเดินทางไปมีแค่ แฟรงเฟริ์ต  ซิดนี่ย์  กัวลาลัมเปอร์  นาริตะ  และ  แผนก็เป็นวันต่อวัน  ไม่สามารถบอกล่วงหน้าได้  คนที่โทรติดเค้าก็บอกว่าโทรติดยากมาก  ติดแล้วก็อยากรู้ว่าจะทำอะไรให้ได้มากน้อยแค่ไหน   แต่ทางเราจะไม่โกหก  ได้ก็ได้  ไม่ได้เราจะไม่รับปาก  บอกว่า  เราจะพยายามทำให้ดีที่สุด   นี่แหละ  วิกฤต   ใครๆก็อยากให้พ้นไปไม่เว้นแม้กระทั่งกิ๊บ   จริงๆ  ช่วงนี้กิ๊บไม่มีบินอยู่แล้ว  เป็นช่วงที่รอแสตนบาย   ถ้าใครป่วย  เจ้าหน้าที่ก็จะโทรมาเรียกให้ไปบิน     อืม   ไม่รู้จะได้เริ่มงานวันไหน  ตอนนี้ได้แค่IMG_0124 (2)IMG_0125 (2)IMG_0126 (2)IMG_0127 (2)IMG_0128 (2)IMG_0129 (2)IMG_0130 (2)IMG_0131 (2)IMG_0132 (2)รอ  และ  รอ  เช่นกัน

งานนิทรรศการพระพี่นาง

เมื่อหลายวันก่อน  พอดีมีธุระต้องทำที่ห้างๆหนึ่งไม่ไกลนักจากสนามหลวง  จึงคิดได้ว่า  เราน่าจะไปงานนิทรรศการนะ     เพราะเดี๋ยวสิ้นเดือนก็หมดแล้ว  เลยจัดการหากล้องเพื่อเตรียมไปถ่ายรูป     ปกติกิ๊บจะใช้กล้องแคนนอนตัวเล้กๆ    แล้วจะมีแบตเตอรี่สองก้อน     แต่หาอีกก้อนไม่เจอ      เลยหากล้องอีกตัวซึ่งเป้นของพานาโซนิกเผื่อว่าแบตจะหมด       นอกจากกล้องสองตัวนี้ก็เตรียมมือถือที่ถ่ายรูปได้เอาไปเตรียมไว้       พอไปถึงห้างทำโน่นทำนี่เสร็จก็ตกบ่ายแล้ว       เลยจอดรถไว้ที่ห้างนี้แล้วตั้งใจจะนั่งรถเมล์ไป       พอข้ามสะพานลอยเดินลงมาที่ป้ายรถเมล์ก็จะไม่รู้จะขึ้นสายไหนไป  แต่โชคดีเจอพนักงานขสมก  ยืนอยู่     เลยถามว่าขึ้นสายไหนไปได้        เค้าบอกว่าขึ้นสาย..ไปสิ  ไปลงที่กองฉลากแล้วเดินไปสนามหลวงนิดเดียว   กิ๊บก็เลยไปอีกโอกาสขึ้นรถปอ  เพื่อที่จะไปลงที่กองฉลาก       มีหนุ่มสาวคู่หนึ่งนั่งที่นั่งด้านหน้ากิ๊บ  ทั้งคู่ขึ้นป้ายเดียวกับกิ๊บ     ดูท่าทางผู้ชายจะอารมณืไม่ค่อยดีเลย  มือข้างซ้ายถือเอกสารซึ่งน่าจะเป็นแบบฟอร์มสมัครงาน  มือข้างขวาพยายามเปิดกระเป่าเพื่อที่จะหยิบเอกสารชิ้นอื่นขึ้นมา   ฝ่ายหญิงที่นั่งอยู่ด้านขวามก็พยายามจะช่วยถือเอกสาร     ฝ่ายชายก็ไม่สนใจไม่ให้ฝ่ายหญิงช่วยทำท่าทางหงุดหงิด    ฝ่ายหญิงเห็นดังนั้นก็เลยไม่กล้าช่วย      ถอนหายใจและทำหน้าตาไม่สบายใจ       แล้วก็ไม่กล้าพูดหรือช่วยอะไรอีก  ทั้งคู่ก็ต่างนั่งคู่กันไปโดยไม่พูดอะไร     เพื่อนๆคงแปลกใจ  เอะ  แล้วกิ๊บเอามาเขียนทำไม  กิบจะบอกว่าการที่เราได้ใช้บริการรถสาธารณะบางทีก็ทำให้เราได้มุมมองที่กว้างขึ้น      มองสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัว   ปกติเราจะเห้นแค่ตัวเราหรือคนรู้จักที่เรานั่งข้างๆเราเท่านั้น    ที่จริงเรื่องของทั้งคู่ก็ไม่เกี่ยวกับกิ๊บหรอก  แค่อยากจะบอกว่า  เรื่องของทั้งคู่นี้มาสะกิดความคิดของการใช้ชีวิตคู่  กิ๊บไม่รู้หรอกนะว่าทั้งคู่แต่งงานกันหรือยัง  เป็นแฟนกันมานานขนาดไหน  แต่รู้ว่า  ฝ่ายชายน่าจะหงุดหงิดและเหนือยการจากหางานทำ      ฝ่ายหญิงก็พยายามเอาใจช่วยและมอบความเห้นใจฝ่ายชาย  แต่เรื่องของเรื่องคือ      ฝ่ายชายมองไม่เห้นความหวังดีของฝ่ายหญิง  เอาอารมณ์ของตัวเองเป็นใหญ่  มองข้ามความหวังดี  ความรัก   ไปแต่ถ้าวันใดถ้าฝ่ายหญิงทนไม่ได้และเดินจากไป   วันนั้นฝ่ายที่จะต้องเสียใจคือฝ่ายชายที่ไม่แบ่งแยกเวลา อารมณ์   ของตัวเอง  เห็นฝ่ายหญิงเป็นของตาย  มองค่าความรักของผู้หญิงเป้นสิ่งที่ไม่มีค่า   ดังนั้น  ก่อนที่เราจะรักใครอยากให้มองค่าในตัวเองก่อน       ถ้าอยู่กับคนที่มองไม่เห้นค่าเรา  เราก็ไม่ควรจะอยู่ต่อ  การที่เราทำอะไรต่อมิอะไรมากมายให้กับเค้า  โดยที่เค้าอาจจะได้รับการกระทำนั้นๆจนเคยตัว  มองสิ่งที่เราพยายามทำให้ว่าเป้นเรื่องธรรมดา  ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าเบื้องหลังเป้นอย่างไรกว่าจะออกมาเป้นสิ่งที่เห้นๆนั้น    กิ๊บอยากให้หยุดทุกอย่างที่เคยทำให้    แม้ว่าเราจะให้โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทนแต่ความอดทนเราก็ต้องมีที่สิ้นสุด     พอแหละมาเข้าเรื่องกันดีกว่า   ตอนที่กิ๊บเดินข้ามไปถึงสนามหลวง   ระหว่างทางที่จะเดินไปถึงงานนิทรรศการมีร้านรวงขายของข้างทางมากมายทำให้กิ๊บรู้สึกเหมือนว่าเราได้เดินอยู่ในงานวัด  ทั้งของกินของเล่น เสื้อผ้าสารพัด   กว่าจะเดินไปถึงงานก็ระยะทางพอสมควร   ตอนที่ไปถึงงานคนไม่ยังมากนักเพราะเวลาบ่ายๆ  คนที่ไปก็เป็นคนที่ไม่ได้ทำงานอย่างกิ๊บ   นักเรียน  นักศึกษาที่มาดูงาน  คนที่เหมารถมาจากต่างจังหวัด     งานนิทรรศการนี้อาจเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่เรามีโอกาสได้ดู  สวยงามหละลานตามมาก   กิ๊บนึกเสียดายแทนคนที่อยู่ในกรุงเทพแต่ไม่มีโอกาสได้มาดู   กิ๊บเดินดู  ถ่ายรูปตั้งแต่ตอนราวๆบ่ายสองครึ่งถึงหกโมงครึ่ง  เดินไปถ่ายไป  ยิ่งเวลาผ่านไป  ลมยิ่งเย็นและแรงมากขึ้น  คนก็ยิ่งมากันเยอะขึ้น  ทุกคนมีสีหน้าตื่นเต้น  ดีใจ  ต่างถ่ายรูปเก็บกันไว้เพื่อเก็บไว้เป้นที่ระลึกครั้งหนึ่งในชีวิต  กิบไปคนเดียวเลยไม่มีโอกาสได้ถ่ายภาพสวยๆคู่กับภาพนิทรรศการหรืออาคารต่างๆ  แต่ก็ไม่เสียใจเพราะได้ถ่ายภาพต่างๆมามากมาย  เดินไปเดินมาได้ยินเสียงผู้ชายคนหนึ่งแว่วมาเข้าหูว่า  เหมือนมาดูวัดเลย  ไม่เห้นมีอะไรเลย  น่าน  ว่าไปนั้น  ไม่มีความลึกซึ้งเลยนะในชีวิต  ตอนแรกครั้งที่พระพี่นางยังมีพระชนชีพอยู่  กิ๊บไม่รู้เลยน่ะว่าแต่ละวันพระกรณียกิจของพระองค์ทำอะไรบ้าง  เพราะเท่าที่ดูข่าวพระราชกรณียกิจประจำวันส่วนใหญ่เราๆจะเห้นแต่งานที่ทรงไปดูคอนเสริ์ต  ชมละคร  ต่างๆ   แต่ไม่รู้เลยว่าเบื้องหลังทรงปฏิบัติกรณียกิจอะไรมาบ้าง   จนกระทั่งเราไม่มีพระองค์ท่านอยู่แล้ว   ช่ายเลย   ประโยคที่พูดว่า  "  เรามักจะเห้นค่าสิ่งที่มีค่านั้นๆ   เมื่อ   เราได้สูญเสียสิ่งนั้นๆไป "     นี่แหละ  ชีวิต   กิ๊บจึงอยากจะบอกเพื่อนๆว่า   ขอให้ทำดีและเอาใจใส่คนที่รักเราหรือคนที่เรารักหรือคนที่ดีต่อเราให้มากในวันนี้  เพราะถ้าเราสูญเสียไปแล้ว  โอกาสที่เราจะเรียกกลับมาไม่มีเลย  คนที่จะต้องเสียใจอย่างมากที่สุดคือ   ตัวเราเอง  นี่แหละ  คือ  ประโยชน์ของวันนั้นต่อวันนี้และวันต่อๆไปในอนาคต
November 28

ชีวิต2

การอบรมที่นี่กินเวลาสามเดือน   ซึ่งนานมาก  กว่าจะได้ออกปฏิบัติงานจริง   ครูผู้ใหญ่เค้าจะเข้ามพูดให้พวกเราฟังเสมอว่า ที่ครูมีบ้านมีรถ มีทุกอย่างเนี่ย  เราต้องขอบคุณบริษัทที่ให้เรา  แต่กิ๊บก็คิดให้ใจนะว่า  เค้าไม่ได้ให้เราฟรีนิน่า  เราต้องทำงานแลกข้าวน่ะ  เราถึงจะได้มา  ใช่ไหมคะเพื่อนๆ    เข้าเรื่อง   ที่นี่เน้นย้ำการบริการเป็นอย่างมาก  ทำแล้วทำอีก  กินแล้วกินอีก  อะอะ  งงปล่าวคะ  ที่บอกกินแล้วกินอีกเนี่ย เพราะ  การอบรมเค้าจะแบ่งเป็นห้องๆ (คลาส)   จะอบรมพร้อมกันเลยสองห้อง    ห้องละยี่สิบคน  แล้วเวลาฝึกปฏิบัติเนี่ยก็จะแบ่งเป็นกลุ่มๆ  ที่นี่เค้าจะมีห้องม็อคอัพ  ซึ่งเป็นห้องจำลองบนเครื่องมาไว้อยู่ภาคพื้นดินเพื่อใช้ในการฝึกปฏิบัติ  ดังนั้นทุกอย่างจะเป็นของจริงทั้งหมด  รวมทั้งอาหารด้วย   ดังนั้นเราจึงได้กินฟรีอ่ะคะพี่น้อง    อิ่มอร่อย  ไฉไลสุดๆ  ผู้หญิงก็ต้องแต่งหน้ากันแบบสุดไปเลย  ตาเป็นตา  ปากเป็นปาก  เล็บเป็นสีสรร สดๆๆ   ผมเกล้าเรียบร้อย   เสื้อผ้าหน้าผมครบเซ็ต  เรียนแปดโมง  เลิกห้าโมง  แต่ก็ด้วยความที่ต้องเตรียมตัวปฏิบัติงานกลุ่ม  เราก็ไม่ได้เลิกห้าตรงกันหรอก  เพราะเราต้องประชุมเตรียมความพร้อมสำหรับการสอบเก็บคะแนนการปฏิบัติ  กว่าสามเดือนนี้จะผ่านไปได้ค่อยข้างเหนื่อยพอสมควร   ทั้งเครียด ทั้งกดดัน    แต่ก็แบบชิวๆนะคะ  ไม่ได้เร่งรัดเหมือนตอนอยู่ที่อเมริกา  มาถึงตรงนี้  ถ้าเทียบกันแล้วก็พอจะนึกภาพออกมากกว่าครั้งที่อยู่อเมริกา เพราะเคยทำมาแล้วถึงแม้รายละเอียดจะต่างกันแต่โดยหน้าที่หลักก็จะเหมือนกัน  ที่นี่พออบรมใกล้จบ  เค้าจะมีให้ไปเอสเอ็น  คืออะไรหรอคะ  การเอสเอนคือการจับคู่หญิงชายเพื่อไปดูการปฏิบัติหน้าที่จริงบนเครื่องจริงไฟล์จริง   แต่เราไม่ต้องทำงาน  จะเรียกง่ายๆ  ก็คือ  การไปสังเกตุการณ์การปฏิบัติงานของลูกเรือจริงๆ  จะไปต่างประเทศหรือในประเทศก็แล้วแต่เค้าจัดให้ไป  ส่วนใหญ่น้องใหม่ที่ไปเอสเอ็นจะได้รับการอนุญาติให้เข้าไปนั่งในห้องนักบินเวลาที่เครื่องขึ้นและลง    อันนี้ก็แล้วแต่กัปตันว่าจะอนุญาติไหม  แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว ใจดี  เราก็ได้นั่งตื่นเต้น ผาดโผนกันในห้องนักบิน    แต่จะว่าไปก็ตัวเกร็งกันพอสมควร     ไม่กล้าคุยมากกลัวกัปตันเสียสมาธิ  ผ่านไปสามเดือนเราก็ได้ขึ้นทำงานจริง  ซึ่งเราต้องอยู่ในช่วงทดลองงานอีกหกเดือน  รวมแล้ว  ก็เก้าเดือน  เราถึงจะคลอดออกมาเป็นตัวเป็นตน   เป็นลูกเรือเต็มตัว    ในช่วงทดลองงาน  เราต้องทำทุกอย่างให้ถูกระเบียบตามที่กองโรงเรียนสอน   ทำไมถึงเรียกกองโรงเรียนหละทั้งๆที่อยู่ในบริษัท     ก็เพราะว่าที่นี่เค้าจะมีแผนกฝึกอบรมต่างหากที่เอาไว้ฝึกอบรมลูกเรือน้องใหม่  อบรมลูกเรือเปลี่ยนชนิดเครื่อง และอื่นๆอีก  ก็เปรียบเสมือนว่าอยู่ในโรงเรียนเลย     ยังไงยังงั้น   ไม่เว่อร์นะคะ     แต่จริงๆ  เรามีทั้งครู  ทั้งนักเรียน    มีระเบียบ  ไม่ต่างจากโรงเรียนเลยแม้แต่น้อย    ในช่วงนี้เราจะมีหัวหน้าคอยขึ้นมาประเมินผลการทำงานของเราและให้คะแนนเพื่อจะดูว่าเราเหมาะสมที่จะเป็นพนักงานตัวจริงเสียงจริงหรือไม่  มีอยู่ครั้งนึงกิ๊บได้บินไปญี่ปุ่นกับเพื่อนสจ๊วตคนนึง   พอหมดไฟล์กลับมาไทย  โดนบริษัทเรียกคอนแทคทั้งคู่เลย  ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของเด็กทดลองงานที่อะไรผิดนิดผิดหน่อยก็ต้องโดนเรียกเข้าไปพบ    เรื่องมีอยู่ว่า  เพื่อนกิ๊บโดนเรื่องเอาเท้าเตะรถที่ใช้บริการบนเครื่องเพราะ  รถก็ค่อนข้างเก่าแล้วและปิดยากมาก   ส่วนกิ๊บโดนเรื่องที่ผู้โดยสารวางแก้วที่ใช้แล้วบนถาดที่มีแก้วใหม่อยู่ด้วย   แหม  ก็ตอนสอนเนี่ย  บอกเราว่า  อย่าไปเถียงผู้โดยสารๆจะทำอะไรก็ไม่ให้ปฏิเสธ  พอแบบนี้กลับมาเรียกเราไปว่า  ฮือๆๆ   มันยุติธรรมไหมคะเพื่อนๆ   พอไปคอนแทคกับผู้ใหญ่เนี่ย  โอโห้  พูดซะเป็นเรื่องระดับประเทศเชียวแหละ   เห็นเราเป็นเด็กขู่ฟ่อๆๆ  เลย  อิอิ   บอกว่าเรื่องภาพพจน์  อ่าว  งง  ไหงเป็นงั้น  ตกลงพี่จะเอาไงกับชีวิตพวกหนูคะพี่    อ่านะ  แต่เราก็ไม่ได้เถียงท่าน  เดี๋ยวจะหาว่าไม่เคารพ  ข่มขู่ผู้ใหญ่โดยไม่มีเหตุผล  แต่ในใจเนี่ย  แหม  ...  อย่างนี้เค้าเรียก  ดื้อเงียบ  คะ   เนี่ยแหละหนา  ผู้ใหญ่ถูกต้องเสมอเลย  เด็กก็ผิดวันยังค่ำ  นี่แหละ  ระบบไทย  เราไม่มีสิทธิออกเสียงอะไรได้มากมาย    เค้าถึงมีสุภาษิตที่ว่า " พูดไปสองไพเบี้ย  นิ่งเสียตำลึงทอง  "  อันนี้ใช้ได้เหมาะเลยกับสถานการณ์นี้เลยคะ  เทียบแล้วเราก็อยู่แบบไม่อิสระเท่าตอนที่ทำอยู่กับอเมริกัน  ที่นี่เราจะคิดอะไรจะพูดอะไรก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้  เพราะทุกอย่างเรียกได้ว่า  ต้องเป็นไปตามตัวอักษรกันเลยที่เดียว  ตำราแต่ละเล่มหนามากเทียบเท่าสารานุกรมเลยหละคะ  รายละเอียดมากมาย  ศัพท์เฉพาะเยอะแยะ  เรียกได้ว่า  ถ้าใครอ่านหมดจำได้เนี่ย  ออกไปเขียนหนังสือได้เลยคะ    การทำงานในช่วงแรกๆเราจะทำงานในระดับชั้นประหยัดก่อนเพื่อฝึกความชำนาญไปเรื่อยและค่อยๆ  เต้าไต่   ไม่ช่าย   ไต่เต้า  ไปเรื่อยๆ   แต่ที่จริงไม่อยากเรียกหรอกว่า  ไต่เต้าเพราะว่าเราไม่สามารถใช้ความชำนาญของเราเป็นการเบิกทางให้ขึ้นระดับได้  ท้งนี้ทั้งนั้น  ขึ้นอยู่กับจังหวะของชีวิต  ว่าจะร็อคหรืออาร์แอนดฺบี   จังหวะที่ว่าเนี่ยหมายถึงว่า  ตอนนี้บริษัทอยากโยกย้ายลูกเรือให้ขึ้นหรือลงไปอยู่ชั้นไหน    ตอนนี้ชั้นธุรกิจมีมากพอไหม  หรือ  มีน้อยเกินไป    ถ้าน้อยไปก็จะได้ขึ้นระดับชั้นธุรกิจเร็วมากขึ้นเท่านั้น     จะบอกว่า  ทำกี่ปีๆแล้วจะ  ได้ขึ้นหรือไม่ก็ไม่ได้    เพราะความแน่นอนคือความไม่แน่นอนค่ะ  ระหว่างอยู่ที่นี่ก็เกิดความรู้สึกเบื่อเหมือนกันนะคะ  เพราะทำไปทำมาความรู้ที่มีอยู่ชักเริ่มจะถดถอย  วันนั้นคำพูดที่ใช้ก็เดิมๆ  คำตอบก็เดิมๆ   ไม่ได้ใช้ความรู้ที่มีอัดแน่นเลย   อิอิ  แหม  พูดเหมือนเยอะน่ะ  กิ๊บก็เลยไปสมัครสอบเรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเดิม  ไม่คิดจะสอบได้หรอกนะคะ   แต่นี่คือ  จังหวะของชีวิตอีกตามเคย  เชื่อไหมว่า  หนังสือสอบไม่ได้อ่านเลยแม้แต่ตัวเดียว  ตอนรอหน้าห้องสอบยังคิดเลยว่าคนอื่นเค้าติวอะไรกันเนี่ย ไม่เห็นรู้เรื่องเลย  งง  มาก  คณะที่สอบเข้าก็เป็นคณะที่เราไม่ได้สัมผัสเลยและไม่เคยเรียนมาก่อน   เป็นจังหวะจริงๆ   ขอย้ำ  เพราะวันสอบก็หยุดอยู่แล้วเลยได้ไปสอบ  วันประกาศผลก็พอดีเพื่อนซี้โทรมาคุยไปคุยมาเค้าก็ไปสอบเหมือนกันแต่สอบคนละคณะ  เลยฝากให้ไปดู  เพื่อนโทรมาว่าสอบติดแต่ต้องเขียนเรียงความส่งด้วย  เพื่อนบอกว่าให้มาดูเองเลยนะว่า  เค้าให้เขียนอะไรส่งบ้างและรายละเอียดเป็นอย่างไง  กิ๊บก็เลยไปดู  เพื่อนๆคงแปลกใจว่า  อ้าวแล้วสอบเข้าไปได้ไงเนี่ย  ก็คงต้องตอบว่าถ้าเราดูข่าวสารข้อมูลต่างๆ  เห็นอะไรแล้วเก็บเอามาคิด  สิ่งต่างๆรอบๆตัวทุกอย่างเป้นสิ่งที่เราสามารถเก็บเกี่ยวเอามาเป็นประสบการณ์ได้ทุกอย่าง  แค่ขอให้คิดเป็นแล้วทุกอย่างก็จะเกิดประโยชน์กับเรา   ฟังดูง่ายเนอะเพราะสอบได้แล้ว   แต่กิ๊บเชื่อได้ว่า  ไม่ยากเกินไปถ้าใจเราพร้อม  ขอให้เพื่อนๆเปิดใจรับรู้ข้อมูลและวิเคราะห์ดู  โลกทัศน์เราก็จะกว้างขึ้น      จากนั้นมาความเบื่อก็จางหายไปมีแต่วุ่นวายๆ    ไม่สิ  ไม่วุ่นขนาดนั้น   ที่บอกวุ่นนี่ไม่ใช่เพราะเรียนวุ่นหรอกนะคะ  แต่เพราะต้องแลกตารางบินไปเรียนวุ่นวายนะสิคะ   ย้อนกลับมาเรื่องงานต่อ  การทำงานทุกอย่างไม่มีใครหรอกที่ไม่เจออุปสรรค ไม่ว่าจะเป็นด้วยเรื่อง ตัวเราเอง   ตัวงาน  เพื่อนร่วมงาน  หรือ  ปัจจัยแวดล้อมต่างๆ  ความรู้สึกก็มีทั้งสุข  ทั้งทุกข์  ตื่นเต้น  ดีใจ  ปนๆกันไป    ปัญหาตัวเองก็เช่นความไม่พร้อมในการทำงาน  ไม่สบาย  อดนอน  อ่อนเพลีย  แต่กิ๊บจะเป็นคนไม่เอาปัญหาส่วนตัวมาเกี่ยวข้องกับงาน   งานคืองาน  ส่วนตัวคือ ส่วนตัว   ปัญหาตัวงานเองก็มีที่บางทีไฟล์ยกเลิกทำให้อดบิน    เครื่องเสียไฟล์ล่าช้า     ปัญหาเพื่อนร่วมงานก็เช่น  เพื่อนร่วมงานเอาเปรียบ  เพื่อนร่วมอิจฉาขี้อิจฉา  เพื่อนร่วมงานชอบนินทา  หัวหน้างานไม่ยุติธรรมเห็นแก่พวกพ้อง   ส่วนปัจจัยแวดล้อม  เช่น ผู้โดยสารหงุดหงิดมาจากข้างล่างแล้วมาระบายบนเครื่อง  ผู้โดยสารดื้อเถียงๆไม่ยอม   ผู้โดยสารสารพัดเรื่อง  ผู้โดยสารป่วย  ของผุ้โดยสารหายบนเครื่อง  ผู้โดยสารทะเลาะกัน  ปัญหาใหญ่ที่เข้ามากระทบต่อการประกอบการของบริษัทก็มีมากมาย  ทั้ง  เรื่องฟองสบู่แตก  โรคซาร์  สึนามิ  ราคาน้ำมัน  แต่ปัญหาที่กระทบกระเทือนจิตใจกิ๊บและคนอื่นๆอย่างมากคือ  อุบัติเหตุเครื่องบินตกที่เราต้องสูญเสียพี่ๆเพื่อนๆน้องๆ  รวมถึงผู้โดยสารของเราไปอย่างไม่มีวันกลับ     ใช่แล้วหละ  กุหลาบบางที่อาจออกดอกมาไม่ทันที่จะให้เราเอามาโรยตามทาง   สิ่งที่ทำได้คือเราต้องพร้อมเผชิญหน้าด้วยความกล้าหาญ  อะไรที่เราต้องเสียเราก็ต้องยอมเสีย  ทุกอย่างเป็นตามวาระ  กลับมาๆ  อย่าเพิ่งร้องไห้คะ   การขึ้นเครื่องไปแต่ละครั้งอยากรู้ไหมคะเราต้องทำอะไรบ้าง   อันดับแรกเลย  เราต้องขึ้นไปตรวจสอบอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยก่อนว่าพร้อมหรือไม่  เช่น  สไลด์ตรงประตู  ถังออกซิเจน  หน้ากากกันควัน  และ  อื่นๆอีก  ทั้งนี้แล้วแต่ว่า  ใครจะต้องตรวจสอบอะไรขึ้นอยู่กับตำแหน่งการทำงาน  เค้าจะมีใบเอาไว้ให้ตรวจดู หลังจากตรวจเสร็จเราก็จะประกาศออกไมค์ว่า  เรียบร้อย     ต่อจากนั้น  เราก็ต้องเตรียมงาน  สจ๊วตก็จะตรวจอาหาร  เครื่องดื่ม  ว่า  มีขึ้นมาครบไหม  อาหารพิเศษเช่นอาหารเจ  อาหารทารก อื่นๆ  ที่ผู้โดยสารสั่งมามีครบไหม  ส่วน  สาวสวยอย่างเรา  คริคริ  ก็จะต้องเตรียม  หูฟัง  โถน้ำตาล  โถเครื่องปรุง   หนังสือพิมพ์  นิตยสาร  จัดสแน็คเอาไว้เสริ์ฟกับเครื่องดื่ม  เติมกระดาษห้องน้ำ  ระหว่างไฟล์นอกจากจะบริการอาหารน้ำตามปกติแล้ว  เรายังต้องทำความสะอาดห้องน้ำด้วย  ก็มีทั้งถ่ายหนักที่เหนียวติดๆชักโครก  ถ่ายเบาที่ไม่กดน้ำลงไป  อาเจียนที่อาเจียนลงที่อ่างล้างหน้าทำให้อ่างล้างหน้าตัน  เราก็ต้องค่อยๆตักออกแล้วก็ล้างๆ    บางทีเราก็เจอผู้โดยสารป่วย ล้มไปเลย  เราก็ต้องให้ออกซิเจน  หาที่โปร่งๆให้นอนยาว  ถ้าเป็นหนักเราก็ต้องประกาศหาผู้โดยสารที่เป็นหมอมาช่วยดูแล  ใครมีไข้ ใครมีผื่นคัน  ใครปวดท้อง ใครปวดหัว    แต่ปวดใจเนี่ยคงช่วยลำบาก    ถ้าเกิดไฟไหม้ระหว่างเที่ยวบิน  เราก็ต้องรู้ว่าเราต้องทำอย่างไร    ถ้าจอภาพยนต์ส่วนตัวเสีย  หูฟังไม่ดัง  ที่นั่งพัง  เราก็ต้องดูให้     บางทีเราก็ต้องเปลี่ยนผ้าอ้อมให้เด็กทารก ดูแลเด็กๆบนเครื่อง  โดยสรุปแล้วเราเป็นทั้งพนักงานเสริ์ฟ  พนักงานทำความสะอาด  พยาบาล  พนักงานดับเพลิง  ช่างเทคนิค   พี่เลี้ยงเด็ก  ครับพี่น้อง    แต่ถ้าใครๆจะคิดว่าแอร์เป็นอาชีพที่    สวย เริ่ด เชิด หยิ่ง   กิ๊บก็ไม่เถียง  เพราะเวลาเดินบนดิน  เราต้องวางมาด  ให้ดูดี  เพื่อ  ภาพพจน์   แต่สิ่งที่กิบบอกนี่คือ หน้าที่ที่เราต้องทำจริงๆ     
 
No list items have been added yet.